มะม่วงอุดรโกอินเตอร์ปีละ50ล้าน
มะม่วงนอกฤดูหนองวัวซอ ใช้เวลาพัฒนามานานกว่า 17 ปี จนมีชื่อเสียงสามารถส่งออก ตปท. ทั้งยุโรป ออสเตรเลีย และเมืองใหญ่ในเอเชีย ปีละกว่า 50 ล้านบาท ขณะยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี
นางราตรี ขันพิมูล เกษตร อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ในพื้นที่ อ.หนองวัวซอ มีการปลูกมะม่วงประมาณ 5,953 ไร่ เป็นมะม่วงนอกฤดู 2 ,000 ไร่เศษ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวสวนจะนิยมปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ รองลงมาก็เป็นเขียวเสวยและฟ้าลั่น โดยปลูกกันมากในเขตพื้นที่ ต.กุดหมากไฟ และ ต.อุบมุง ในปีนี้มีผลผลิตช่วงนอกฤดูที่ส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท หรือ 10 % ของผลผลิตทั้งหมด ตลาดมีทั้งยุโรปและเอเชียโดยมีประเทศออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เป็นหลัก รองลงมาก็มีจีน สิงค์โปร เกาหลี และใต้หวัน
“ขณะนี้ความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีอยู่มาก แต่ชาวสวนยังไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด โดยมีปัจจัยอยู่หลายสาเหตุ เช่น ผิวมะม่วงไม่สวย ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ขาดแหล่งน้ำ เป็นต้น โดยในปีนี้ทางสำนักงานเกษตร อ.หนองวัวซอ ได้เร่งพัฒนาคุณภาพของมะม่วง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ปลูก และการใช้ถุงชนิดพิเศษคลุมผลมะม่วง แต่การใช้ถุงก็ประสบปัญหาเนื่องจากราคาถุงเฉลี่ยถุงละ 1 บาทเศษ ซึ่งถือว่าใช้เงินแต่ละต้นมากพอสมควร ทำให้ชาวสวนบางรายไม่ใช้ จึงต้องทำความเข้าใจกับชาวสวนถึงความจำเป็น เพราะถ้าใช้จะได้ราคาที่แตกต่างกันด้วย”
นายบุญช่วย พัฒนชัย ประธานกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงนอกฤดู ต.กุดหมากไฟ กล่าวว่า มะม่วงนอกฤดูสามารถให้ผลผลิตได้ 2-3 ครั้งต่อปี ที่ส่งออกตลาดต่างประเทศจะมีอยู่ 2 พันธุ์ คือมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองจะมีผิวสวย รักษาคุณภาพได้นาน และมีความแข็งแรงต่อการคัดเลือก ส่วนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 มีข้อดีคือปลูกง่าย ดูแลง่าย ให้ผลดก ไม่ร่วง และไม่มีผลกระเทย แต่ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่จะนิยมพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองมากกว่า เพราะผลผลิตที่เราป้อนให้มีน้อย และมีพื้นที่การปลูกน้อยกว่าพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 เช่นกัน
มะม่วงที่ส่งออกตลาดต่างประเทศ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2545 ประมาณ 200 ตัน มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท จากนั้นก็มีการปลูกเพิ่มขึ้น ๆ จนล่าสุดรวมพื้นที่ 3 ตำบล มูลค่าการส่งออกกว่า 50 ล้านบาท ในปีนี้มียอดสั่งมะม่วงนอกฤดูเฉพาะ ต.กุดหมากไฟ อยู่ที่ 500 ตัน แต่คาดว่าจะมีผลผลิตให้ได้แค่ 200 ตัน เนื่องจากประสบภัยธรรมชาติ คือฝนตกชุกในช่วงปลายปี ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามมาตรฐาน ทางกลุ่มพยายามเพิ่มพื้นที่ปลูกโดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง และพัฒนาคุณภาพได้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด คาดว่าในอนาคตปริมาณการส่งออกจะเพิ่มมากขึ้น นั้นหมายถึงการสร้างรายได้ให้กับชาวสวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ด้านนายที พาโนมัย อายุ 80 ปี ผู้บุกเบิกการปลูกมะม่วงนอกฤดูคนแรกของ อ.หนองวัวซอ เล่าว่า เดิมที่เป็นคน จ.ร้อยเอ็ด โดยเกิดปี 2471 ที่บ้านน้ำเที่ยง อ.เสลภูมิ ต่อมาปี 2475 ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่บ้านโนนมะข่า ต.ตูมใต้ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ในปี 2500 ย้ายมาอยู่บ้านโนนสว่าง ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ โดยยึดอาชีพทำไร่ปอแก้ว ต่อมาปลูกมันสำปะหลัง ก่อนที่จะหันมาปลูกมะม่วงในปี 2525-2533 ในพื้นที่ 42 ไร่
ในปี 2534 ได้ดูรายการเกษตรทางโทรทัศน์สีช่อง 7 เห็นการปลูกมะม่วงนอกฤดูจึงสนใจศึกษาขั้นตอนและวิธีการทำ จากนั้นก็เริ่มลงมือตัดแต่งกิ่งมะม่วงแล้วทำนอกฤดู ในตอนแรกชาวบ้านที่เห็นเราทำก็ว่าไม่ได้ผลหรอก เนื่องจากขาดแหล่งน้ำ แต่เมื่อผลผลิตออกมามากขายได้ราคาสูง ก็เริ่มมีชาวบ้านสนใจอยากทำด้วย ทางราชการก็เข้ามาสนับสนุนและให้ความรู้ทางวิชาการ จนปี 2535 จึงเกิดงาน ”มะม่วงแฟร์” ซึ่งถือเป็นงานประจำอำเภอมาจนถึงปัจจุบันก็ 16 ปีแล้ว และทุกวันนี้ชาวบ้านก็หันมาปลูกมะม่วงนอกฤดูกันหมดเกือบทั้งอำเภอ
นายที ฯ เล่าต่อไปว่า เคยมีครั้งหนึ่งเมื่อปี 2537 ตนได้ซื้อที่ดินเพิ่มจำนวน 8 ไร่ในราคา 20,000 บาท เดิมที่ดินได้ปลูกมะม่วงแก้วเอาไว้หลายสิบต้น แต่ต้นและลูกชายได้ตัดออกโดยได้เหลือเอาต้นที่สูงใหญ่เอาไว้ 9 ต้น จากนั้นช่วยกันตัดกิ่งเพื่อทำนอกฤดู คิดว่าถ้าผลผลิตออกมาตอนนั้นราคาก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาทน่าจะขายได้เงินค่าซื้อที่ดินคืน แต่ไม่น่าเชื่อว่าผลผลิตออกมาทั้ง 9 ต้นสามารถขายมะม่วงได้สูงถึง 1 แสนบาท และนั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวบ้านเห็น และก็เริ่มหันมาปลูกกันมากจนถึงปัจจุบันนี้ นายที ฯ กล่าว .....
ข่าว-ภาพ พิชิต วีระชัย



del.icio.us
Digg
Comments ( posted):
Post your comment